การสนับสนุนและพัฒนาวงดนตรีออร์เคสตร้า


วงดนตรีสากลที่นิยมบรรเลงกัน มีการประสมวงอยู่หลายลักษณะที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ วงเชมเบอร์ วงออร์เคสตรา วงคอมโบ และวงสตริงคอมโบซึ่งวงแต่ละประเภทก็จะมีการแบ่งแยกย่อยลงไปอีกตามลักษณะของเครื่องดนตรีที่นำเข้ามาใช้และจำนวนนักดนตรีที่ร่วมบรรเลง รวมไปถึงบทเพลงที่ใช้บรรเลงด้วย สำหรับวงดนตรีออร์เคสตราซึ่งเป็นวงดนตรีขนาดใหญ่มีนักดนตรีจำนวนมาก เครื่องดนตรีมีหลายชนิด จำเป็นจะต้องมีวาทยกรหรือคอนดักเตอร์ทำหน้าที่ควบคุมวง เพื่อให้การบรรเลงดนตรีดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

วิวัฒนาการของวงออร์เคสตร้าเริ่มขึ้นในราว ค.ศ. ๑๖๐๐ ช่วงระยะเวลา ๔๐๐ ปี ทำให้ลักษณะของวงออร์เคสตร้าแตกต่างกันออกไปตามยุคตามสมัยของดนตรี ในยุคปัจจุบันขนาดของวงออร์เคสตร้าในปัจจุบันแตกต่างกันไปตามสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ รวมทั้งจุดมุ่งหมายของการบรรเลงเพลงด้วย โดยปกติจะแบ่งวงออร์เคสตร้าเป็น 2 ลักษณะคือวงออร์เคสตร้าขนาดเล็ก มักจะมีผู้เล่นไม่เกิน ๖๐ คน และวงออร์เคสตร้าขนาดใหญ่ มักจะมีผู้เล่นประมาณ ๘๐-๑๐๐ คน ซึ่งสองในสามของนักดนตรีจะเป็นกลุ่มเครื่องสาย หนึ่งในสี่จะเป็นนักดนตรีในกลุ่มเครื่องลม และเครื่องลมทองเหลือง ส่วนเครื่องตีจะเป็นนักดนตรีประมาณ ๔-๕ คน อัตราส่วนของการจัดวงออร์เคสตร้าเช่นนี้ ทำให้เสียงดนตรีที่ได้มีความสมดุลและเหมาะสม สำหรับวงดนตรีออร์เคสตราที่ใช้บรรเลงเพลงประเภทซิมโฟนีซึ่งเป็นบทเพลงที่มีการพัฒนาจนสมบรูณ์ที่สุด ซึ่งวงออร์เคสตราหรือวงดุริยางค์สากลมักใช้ประกอบการแสดงอุปรากรหรือโอเปราซึ่งจะใช้ผู้แสดงวงดนตรีไม่เกิน ๖ คน การแสดงเพื่อฟังเพลงโดยเฉพาะ

เครื่องดนตรีที่ใช้ในวงออเคสตร้า

– กลุ่มเครื่องสาย (Strings) ได้แก่  ไวโอลิน วิโอลา เชลโล ดับเบิลเบส และฮาร์ป
– กลุ่มเป่าลมไม้ (Woodwind) ได้แก่   ปิโกโล ฟลุต โอโบ คอร์อังแกลส์ คลาริเน็ต บาสซูน เบสคลาริเน็ต และคอนทราบาสซูน
– กลุ่มเป่าลมทองเหลือง (Brass) ได้แก่ ทรัมเป็ต ทรอมโบน ทูบา และเฟรน์ฮอร์น
– กลุ่มเครื่องตีและเครื่องประกอบจังหวะ (Percussion) ได้แก่ กลองใหญ่ ฉาบ ไทรแองเกิล กรับสเปนหรือแคสทาเน็ตส์ รำมะนาหรือแทมบูรีน เบล ก๊อง กลองทิมปานี และไซโลโฟน

การศึกษาเกี่ยวกับบทเพลงที่ใช้ในวงออร์เคสตร้า

วงออร์เคสตรา คือ วงดุริยางค์ขนาดใหญ่ประกอบด้วยเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย รวมกับเครื่องลมไม้ เครื่องลมทองเหลือง และเครื่องตี ซึ่งมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานตั้งแต่สมัยยุคบาโรก ในการศึกษาวงออร์เคสตราจำเป็นต้องเข้าใจถึงองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งวงออร์เคสตราในปัจจุบันมีความแตกต่างกันไปตามสภาพสังคมและเศรษฐกิจ รวมทั้งจุดมุ่งหมายการบรรเลงเพลงด้วย แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ขนาดเล็กผู้บรรเลงไม่เกิน 60 คน และขนาดใหญ่ผู้บรรเลงประมาณ 80-100 คน โดยคำนึงถึงความกลมกลืน และความสมดุลของเสียงเครื่องดนตรีแต่ละกลุ่ม

วงออร์เคสตรา มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน

มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั้งในด้านขนาดของการประสมวง และลักษณะบทเพลงที่ใช้บรรเลง การประสมวงออร์เคสตราในยุคแรกประมาณกลางศตวรรษที่ 17 เครื่องดนตรีหลักจะเป็นเครื่องสายในตระกูลไวโอลิน ต้นศตวรรษที่ 18 เครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าชนิดต่างๆ เช่น แตรทรัมเป็ท ถูกนำมาประสมวงด้วย พร้อมทั้งกลองทิมปานี กลางศตวรรษที่ 18 การประสมวงออร์เคสตรามีรูปแบที่เป็นมาตรฐาน เครื่องดนตรีประเภทเครื่องลมไม้ถูกนำมาประสมวงและมีบทบาทในเพลงมากขึ้น

ในแวดวงนักนิยมดนตรีคลาสสิกแต่ละคนต่างก็มีวงดนตรีที่ชื่นชอบเป็นพิเศษตามรสนิยมหรือประสบการณ์ของตน คงจะตอบยากถ้าจะถามใครสักคนว่าวงซิมโฟนี ออร์เคสตร้าวงไหนคือวงที่ดีที่สุด คงไม่มีใครให้คำตอบได้ ต้องยอมรับว่า บรรยากาศของ Concertgebouw Hall น่าจะมีส่วนอย่างสำคัญยิ่ง ต้องไม่ลืมว่านี่คือฮอลล์ที่มีคุณสมบัติด้านอะคูสติกที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับดนตรีคลาสสิก ดีจนกล้าพูดได้ว่าเป็นหนึ่งในสามฮอลล์ที่เสียงดีที่สุดในโลก การซ้อมการบรรเลงในฮอลล์ที่ให้เสียงออกมาได้ไพเราะอย่างวิจิตรบรรจงตามจินตนาการของคีตกวีผู้สร้างสรรค์เพลงเหล่านั้นไว้

บทเพลงที่ใช้ในวงออร์เคสตรา

– ซิมโฟนี (Symphony) เป็นบทเพลงต้นแบบของเพลงประเภทต่างๆที่ใช้บรรเลงสำหรับวงซิมโฟนีออร์เคสตรา ในยุคโรแมนติกเป็นบทเพลงที่มีความไพเราะ สง่างามและแสดงออกถึงอารมณ์ จิตวิญญาณของดนตรีในยุคผู้ประพันธ์ที่สำคัญ
– คอนแชร์โต (Concerto) เป็นบทเพลงสำหรับเครื่องดนตรีเดี่ยวเพื่อแสดงฝีมือของผู้บรรเลงร่วมบรรเลงกับวงออร์เคสตรา เกิดขึ้นในยุคบาโรกและมีแบบแผนที่เป็นมาตรฐานในยุคคลาสสิก
– โอเปรา (Opera) เป็นละครเพลงร้องที่ใช้วงออร์เคสตราในการบรรเลงดนตรีประกอบ และดำเนินเรื่องใช้การร้องเป็นหลัก
– ดนตรีบรรยายเรื่องราว (Simphonic poem) เป็นบทเพลงที่ใช้เสียงดนตรีสื่อความหมายต่างๆ หรือเล่าเรื่องราวตามความมุ่งหมายของผู้ประพันธ์ ซึ่งอาจเป็นการเล่าเรื่องราวหรือบรรยายภาพในลักษณะการเลียนเสียงธรรมชาติ
– บัลเลต์ (Ballet) เป็นบทเพลงที่ใช้สำหรับประกอบการแสดงละครคล้ายโอเปร่า แต่ไม่มีบทร้อง ผู้แสดงใช้การเต้นบรรยายแทนการสนทนา ผู้ประดิษฐ์ท่าทางมีความสำคัญมากเพราะต้องสื่อเนื้อหาที่เข้ากับดนตรีและเนื้อเรื่อง